ตำรวจนำแก๊งตำรวจโจร ทำแผนประกอบคำรับสารภาพคดีปล้นเสี่ยลาว

ตำรวจนครพนม ควบคุมตัว แก๊งตำรวจโจร ก่อเหตุปล้นเงิน 3.5 ล้าน ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ผู้การฯ ยืนยันมีหลักฐานเอาผิดชัดเจน ขณะผู้ต้องหาพยายามปฏิเสธ แต่จนด้วยหลักฐาน พบมีการนำรถทางหลวงมาจอด และนำเงินมาพักตู้ยามทางหลวงหลังก่อเหตุ เร่งสอบเชิงลึกอาจเคยก่อเหตุมาก่อน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 14 ธันวาคม 2555 พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า ผบก.ภ.จว.นครพนม พร้อมด้วย พ.ต.อ.สมนึก มิควาฬ ผกก.สภ.เมืองนครพนม พ.ต.อ.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผกก.สืบสวนตำรวจภูธรนครพนม และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ควบคุมตัว 5 ผู้ต้องหาแก๊งตำรวจโจร ที่รวมหัวก่อเหตุปล้นชิงทรัพย์ เงินสด 3.5 ล้านบาท ของ นายสอนชัย ศรีหาราช อายุ 37 ปี ชาวเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว พนักงานการเงินโรงเลื่อยภูหลวง แขวงคำม่วน สปป.ลาว เหตุเกิด เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 แต่ภายหลังเกิดเหตุทางตำรวจได้สืบสวนขยายผลติดตามจับกุมตัวมาได้ทั้งหมด ยกแก๊ง มี 1. ด.ต.ชดาวุฒิ นนท์คำวงค์ อายุ 39 ปี หัวหน้าทีมปล้น 2. จ.ส.ต.เอกชัย สิงห์ทองไชย อายุ 35 ปี 3. ด.ต.จำนงค์ รักษา อายุ 36 ปี ทั้ง 3 นาย เป็นผบ.หมู่ สังกัดตำรวจทางหลวง 5 กองกำกับการ 4 ส่วนคนที่ 4 คือ ด.ต.ณรงค์ บุญสินชัย อายุ 39 ปี ผบ.หมู่ ร้อย ตชด. 235 อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และ 5. นายภูวิศ มาตหลุบเลา อายุ 41 ปี พนักงานบริการลูกค้าธนาคารกสิกรไทย สาขานครพนม เป็นชาว อ.พังโคน จ.สกลนคร โดยได้ของกลางเงินสดทั้งหมดคืน จำนวน 3.5 ล้านบาท

โดยทางตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปชี้จุดเกิดเหตุ ทำแผนประกอบคำรับสารภาพในการดำเนินคดี ก่อนนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนครพนม ซึ่งจุดแรกได้นำตัว จ.ส.ต.เอกชัย สิงห์ทองไชย อายุ 35 ปี สังกัดตำรวจทางหลวง ที่ขับรถตำรวจทางหลวงรหัส 4506 ไปจอด บริเวณที่จอดรถของธนาคารธนชาติ สาขานครพนม บริเวณถนนอภิบาลบัญชา เพื่อรอสัญญาณจาก นายภูวิศ มาตหลุบเลา อายุ 41 ปี พนักงานบริการลูกค้าธนาคารกสิกรไทย สาขานครพนม ที่ดูความเคลื่อนไหวของผู้เสียหาย ที่ทำการเบิกเงินสดออกมาจากธนาคารกสิกรไทย สาขานครพนม ซึ่งอยู่ห่างจากธนาคารธนชาติประมาณ 500 เมตร

ส่วนจุดที่ 2 บริเวณหน้าโรงเรียนอนุบาลนครพนม ซึ่งอยู่ถนนเส้นทางเดียวกัน เป็นจุดที่ทีมก่อเหตุอีก 3 คน ประกอบด้วย ด.ต.ชดาวุฒิ นนท์คำวงค์ อายุ 39 ปี หัวหน้าทีมปล้น ด.ต.จำนงค์ รักษา อายุ 36 ปี สังกัดตำรวจทางหลวง และ ด.ต.ณรงค์ บุญสินชัย อายุ 39 ปี ผบ.หมู่ ร้อย ตชด. 235 อ.ธาตุพนม จ.นครพนม นำรถเก๋งที่ใช้ก่อเหตุมาจอดรอ จนกระทั่งผู้เสียหายขับรถออกมาจากธนาคาร ทั้งหมดจึงติดตามไปก่อเหตุ

ส่วนจุดที่ 3 บริเวณถนนท่าอุเทน – นครพนม เยื้องกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ที่ผู้ก่อเหตุได้ใช้รถตำรวจทางหลวงมาโบกตรวจ เพื่อให้ทีมรถเก๋ง เข้ามาก่อเหตุอุ้มผู้เสียหายขึ้นรถ พร้อมกับเงินสดในกระเป๋า จำนวน 3.5 ล้านบาท ก่อนนำตัวผู้เสียหายไปปล่อยทิ้งในจุดที่ 4 คือ บริเวณถนน หน้าบ้านเนินสะอาด ต.นาราชควาย อ.เมือง จ.นครพนม เยื้องมหาวิทยาลัยนครพนม ก่อนผู้ก่อเหตุได้นำรถเก๋งที่ก่อเหตุไปจอดทิ้งไว้ภายในบ้านพักญาติของ จ.ส.ต.เอกชัย สิงห์ทองไชย อายุ 35 ปี สังกัดตำรวจทางหลวง ที่บ้านเนินสะอาด ต.นาราชควาย อ.เมือง จ.นครพนม และตำรวจได้เข้าไปตรวจยึดรถเก๋งก่อเหตุได้ภายหลัง

และจุดที่ 5 คือ ตู้ยามตำรวจทางหลวง ริมถนนนิตโย สายนครพนม – สกลนคร บริเวณ 3 แยก บ้านหนองญาติ ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม ซึ่งเป็นจุดที่ จ.ส.ต.เอกชัย สิงห์ทองไชย อายุ 35 ปี สังกัดตำรวจทางหลวง ขับรถเก๋งตำรวจทางหลวงรหัสเบียน 4506 มาจอดไว้ที่ตู้ยาม เพื่อรอเพื่อนร่วมแก๊งอีก 3 คน ที่ก่อเหตุ นำเงินมาพักไว้ที่ตู้ยามตำรวจทางหลวง ก่อน นายภูวิศ มาตหลุบเลา อายุ 41 ปี พนักงานบริการลูกค้าธนาคารกสิกรไทย สาขานครพนม ขับรถมารับเงินไปเก็บที่บ้าน และแยกย้ายกัน จนกระทั่งผู้เสียหายเข้าไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ และขยายผลจับกุมได้ยกแก๊ง โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า จ.ส.ต.เอกชัย สิงห์ทองไชย อายุ 35 ปี สังกัดตำรวจทางหลวง ที่ทำหน้าที่ขับรถเก๋งตำรวจทางหลวงรหัสเบียน 4506 ไปโบกรถผู้เสียหายให้เพื่อนก่อเหตุ ได้ย้อนนำรถกลับมาจอดที่ตู้ยาม เพื่อทำงานตามปกติ หลังก่อเหตุอย่างใจเย็น

ด้าน พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า ผบก.ภ.จว.นครพนม กล่าวถึงการดำเนินคดีว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน รวมถึงตำรวจเกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเอาผิดผู้ต้องหาตามกฎหมาย ซึ่งในการสอบสวนมีผู้ต้องหาบางรายที่แบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ให้ข้อมูลที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าไม่เป็นปัญหาเนื่องจากทางตำรวจมีหลักฐานที่ที่บ่งชี้ถึงการกระทำผิดของผู้ต้องหาชัดเจน เชื่อว่าจะเอาผิดตามกฎหมายได้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการสอบสวนเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติของผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ว่าเคยก่อเหตุมาก่อนหรือไม่เนื่องจากดูจากการก่อเหตุมีการวางแผนมาอย่างดี ซึ่งจะต้องเป็นการบ้านให้ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนขยายผลอีกต่อไป ส่วนผู้ต้องหาทางตำรวจได้คัดค้านการประกันตัว และนำไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนครพนม ซึ่งในทางกฎหมายจะต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน